วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

การผลิตผักที่เมืองชิงเต่า (Qingdao) สาธารณรัฐประชาชนจีน


การผลิตผักที่เมืองชิงเต่า (Qingdao) สาธารณรัฐประชาชนจีน

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปอบรมเกี่ยวกับการผลิตผักที่เมืองชิงเต่า เป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อเมืองชิงเต่า ก่อนหน้านั้นไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยและไม่รู้อยู่ตรงไหนของจีน เมื่อสืบค้นข้อมูลดูพบว่า เมืองชิงเต่าเป็นเมืองชายทะเล ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของประเทศจีน อยู่ในมณฑลซานตงหรือจังหวัดซานตง มีพื้นที่ 10,654 ตารางกิโลเมตร ประชากร 7.5 ล้านคน อากาศแบบกึ่งชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 12 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ย 1.3 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเห็นได้ว่าอากาศค่อนข้างเย็นสบายทั้งปี เมืองชิงเต่ามีชื่อเสียงเรื่องเบียร์โดยเฉพาะเบียร์ชิงเต่า (Tsingtao) ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกแต่ยังไม่แพร่หลายในบ้านเรา การเดินทางเริ่มจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังกวางโจว หลังจากนั้นเดินทางจากกวางโจวไปชิงเต่า ถึงชิงเต่าประมาณ 6 โมงเย็น อากาศสลัวๆและมีฝนตกลงมาด้วย แต่สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่เย็นแตกต่างจากบ้านเรามาก การอบรมในครั้งนี้มีผู้เข้ารับการอบรมจากประเทศในกลุ่มอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่าและสิงคโปร์ จำนวน 15 คน วัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านเทคโนโลยีการผลิตผัก การอบรมมีทั้งฟังการบรรยายและดูงาน หลังจากฟังการบรรยายทำให้ทราบว่า มณฑลซานตง มีการผลิตผักและผลไม้มากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยเฉพาะที่ชูกั๋ว เป็นแหล่งผลิตผักที่ใหญ่ที่สุดเสียดายที่ไม่มีโอกาสไปดู แต่จากการเดินสำรวจตลาดสดที่บริเวณถนนปู่เตียน (Putian Lu) ซึ่งอยู่ใกล้ๆมหาวิทยาลัยชิงเต่าในตอนเช้า พบว่า มีผักและผลไม้สดเข้าสู่ตลาดเยอะมาก ผักและผลไม้ใหม่สดทุกวัน โดยเฉพาะผักกาดขาวหัวค่อนข้างใหญ่ เป็นผักที่มีความนิยมและสำคัญมาก ถือเป็นผักประจำชาติจีน การปลูกผักที่นี่มีทั้งการปลูกระบบเปิดในแปลงและระบบปิดคือ การปลูกในโรงเรือน เนื่องจากปลูกได้ตลอดปีและต้องการลดการใช้สารเคมี มีการปรับปรุงพันธุ์พืชสกุลแตง เช่น แตง เมลอน แตงโม และพืชอื่นๆ เช่น มะเขือเทศ ผักกาดกวางตุ้ง พริก มีสายพันธุ์เยอะมากและใช้เทคนิคตัวผู้เป็นหมัน เพื่อป้องกันการขโมยพันธุ์และการนำเมล็ดพันธุ์ไปใช้ ในแตงมีการใช้เทคนิคการเสียบยอดบนต้นตอเพื่อให้ต้านทานโรคและที่น่าสนใจคือ การใช้ต้นตอแล้วทำให้ผลแตงมีลักษณะเป็นมันวาว (bloomless) นอกจากนี้ยังมีการวิจัยระบบการปลูกพืชเนื่องจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบันการผลิตผักในจีน รัฐบาลต้องการเพิ่มการส่งออกเนื่องจากผลผลิตมีมาก รัฐบาลพยายามควบคุมการจำหน่ายและลดใช้สารเคมี เนื่องจากเกษตรกรนิยมใช้สารเคมีมากกว่าการควบคุมด้วยชีววิธีและมีการใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก การเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่า ทำไมจีนจึงบอกว่าเค้าเป็นอันดับหนึ่งในด้านการผลิตผัก เพราะนอกจากด้านเงินทุนและเทคโนโลยีแล้ว สภาพอุณภูมิที่ค่อนข้างเย็นตลอดปีทำให้จีนสามารถผลิตผักและผลไม้เมืองหนาวหรือกึ่งหนาวได้ดี ก็แอบอิจฉาเค้านิดๆว่าถ้าบ้านเรามีอุณหภูมิเหมือนที่เมืองชิงเต่า เราคงสามารถผลิตผักและผลไม้ที่มีมูลค่าได้เหมือนเค้า เกษตรกรเราคงมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจุบัน

รัชนี ศิริยาน
นักวิชาการเกษตรชำนาญการ
ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ

การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนพิจิตร 1 ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ


การเลือกพื้นที่ ผักบุ้งเป็นพืชผสมตัวเองเป็นหลัก สามารถผสมข้ามตามธรรมชาติบ้าง ควรเว้นระยะห่างจากแปลงผักบุ้งพันธุ์อื่น อย่างน้อย 100 เมตร
การเพาะกล้า เพาะกล้าในแปลง เมื่ออายุกล้า 1 เดือน ย้ายลงปลูกในแปลง โดยตัดส่วนยอดออกครึ่งหนึ่ง (การปลูกโดยการเพาะกล้าแล้วตัดยอด จะเป็นการกระตุ้นให้มีการแตกแขนงมากขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันทุกต้น ซึ่งถ้าผักบุ้งจีนแต่ละต้นแตกแขนง หรือทอดยอดจากต้นในเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อถึงช่วงการออกดอกติดเมล็ดผักบุ้งจีนจะมีเมล็ดที่สมบูรณ์ เก็บเกี่ยวได้ในเวลาใกล้เคียงกัน แต่สามารถปลูกด้วยเมล็ดในแปลงได้โดยตรงและตัดยอดในแปลงภายหลัง) พื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 1 - 2 กก. รดน้ำเช้า-เย็น
การเตรียมดิน ไถดินลึก 30 - 40 ซม. ตากดินทิ้งไว้ 2 - 3 สัปดาห์ แล้วไถพรวนอีก 1 - 2 ครั้ง เก็บวัชพืชออก ถ้าดินมี pH ต่ำ ให้ปรับสภาพของดินโดยใช้ปูนขาว ประมาณ 200 - 300 กก./ไร่ ทิ้งไว้ 1 - 2 สัปดาห์ ควรใส่ปูนขาวก่อนปลูกอย่างน้อย 15 วัน
การปลูก ยกแปลงให้สูง เตรียมแปลงปลูกขนาด 2 x 10 เมตร ระยะระหว่างแปลง 1 เมตร เพื่อความสะดวกต่อการม้วนเถาตอนเก็บเกี่ยว และลดแรงงานในการจัดเถาผักบุ้ง ใช้ระยะระหว่างต้น 0.50 เมตร ระยะระหว่างแถว 0.50 เมตร ขุดหลุมตามระยะปลูกลึก 20 ซม. ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในอัตรา 2 ตันต่อไร่ หินฟอสเฟต อัตรา 100 กก./ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร 15 -15 -15 อัตรา 50 กก./ไร่ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา อัตรา 100 กก./ไร่ หว่านให้ทั่วแปลง ซึ่งการใช้เชื้อไตรโคเดอร์มา จะช่วยป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราได้ นำต้นกล้าที่ตัดส่วนยอดออกแล้ว มาปลูกในแปลง 2-3 ต้นต่อหลุม รดน้ำให้ชุ่มทันทีหลังปลูก
การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13 -13 - 21 อัตรา 30 กก./ไร่ เมื่อเริ่มติดเมล็ด
การให้น้ำ ในระยะแรกเมื่อปลูกลงแปลงควรให้น้ำทุกวัน เมื่อโตขึ้นให้สังเกตความชื้นของดิน ถ้าดินมีความอุ้มน้ำดีอาจเว้นระยะการให้น้ำได้หลายวัน หลังปลูก 2 เดือน หลังจากออกดอกและติดฝักแล้ว งดการให้น้ำ
การกำจัดวัชพืช ควรมีการพรวนดินและกำจัดวัชพืช ก่อนที่จะแตกแขนงทอดยอด
การตรวจสอบลักษณะที่ผิดปกติ ตรวจสอบ 2 ระยะ คือ ระยะกล้า และระยะที่ดอกบาน หากพบลักษณะต้นและดอกที่ผิดสังเกตให้ถอนทิ้งทันที (ดอกผักบุ้งจีนพิจิตร 1 มีสีขาว)
การเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ หลังจากปลูกได้ 3 เดือน เมล็ดจะเริ่มแก่และเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ได้ โดยสังเกตจากใบผักบุ้งจีนจะมีสีเหลืองเถาเริ่มเหี่ยว หยุดการออกดอก ฝักที่ติดเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เมื่อฝักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งไร่แล้ว ให้นำจอบมาถากที่โคนต้นทิ้งไว้ 2-3 วัน ต่อจากนั้นให้ม้วนเถาผักบุ้งจีนมากองรวมกันผึ่งแดดไว้จนแห้ง
การทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ หลังจากตากเถาจนแห้งสนิทดีแล้ว นำเถาผักบุ้งจีนที่ม้วนไว้ไปนวดเมล็ดออกจากฝัก แล้วทำความสะอาดเมล็ด คัดเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ ถูกแมลงทำลายและสิ่งเจือปนออก ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดโดยการทดสอบความงอก เมล็ดต้องมีความงอกมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ (อัตราความงอกมาตรฐาน) เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในภาชนะที่แห้ง ปราศจากความชื้น ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ ในพื้นที่ 1 ไร่ ในที่ดอนจะให้ผลผลิตประมาณ 200 กก.และที่ลุ่มจะให้ผลผลิตประมาณ 300 กก. ผลผลิตขึ้นอยู่กับพันธุ์ผักบุ้ง สภาพแวดล้อมและการปฏิบัติดูแล

จิรภา ออสติน
นักวิชาการเกษตรชำนาญการ
ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กิจกรรมวันแม่แห่งชาติ2553

เรียนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกท่านทราบ

วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ผมในฐานะที่เป็นคนรักแม่มากที่สุดคนหนึ่ง ขอถือโอกาสนี้อวยพรให้เจ้าหน้าที่ทุกๆ ท่านจงมีความสุขความเจริญทั้งในด้านครอบครัวและหน้าที่การงานตลอดอายุราชการทุกๆ คนนะครับ.

ขอขอบพระคุณสำหรับข่าวสารด้านการเกษตรที่ทางเจ้าหน้าที่จัดส่งไปให้ทางเมลนะครับ...

ด้วยความนับถือ

นายอนุวัตร มณีรัตน์

ในวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2553 ได้รับอีเมล์จากคุณอนุวัตร ก็เลยถือโอกาสอวยพรวันแม่ให้ทุกคนที่รักแม่ จงประสบแต่ความสุข ความเจริญในชีวิต หน้าที่การงานทุกท่าน

ทางศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษก็มีกิจกรรมในวันแม่เป็นประจำทุกปี เช่นกัน ในปีนี้ ช่วงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2553 ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ได้ร่วมลงนามถวายพระพรในกิจกรรมที่ทางจังหวัดศรีสะเกษจัดขึ้น ส่วนในตอนเย็น ได้เข้าร่วมในพิธีถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานถวายเครื่องราชสักการะ และกล่าวนำถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ เสร็จแล้วจึงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นได้จุดเทียนชัยถวายพระพร ร้องเพลงสดุดีมหาราชา ภายหลังเสร็จพิธีได้มีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟ สวยงามมาก ปีนี้ฟ้าอากาศไม่อำนวย ทางจังหวัดจึงได้จัดกิจกรรมในหอประชุมแทน มีการรำถวายพระพรจากโรงเรียนต่างๆ แต่มหรสพอื่นๆ ไม่มี

สำหรับผู้เขียนนั้น เมื่อได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีมหาราชา หรือว่าได้ยินเสียงเพลงคราวใด จะมีอาการขนลุกซู่ ทั้งขนแขนขนหัวทุกครั้ง ไม่ทราบว่าคนที่รักแม่ทุกคนจะเป็นเช่นนี้หรือเปล่า

จิรภา ออสติน

นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

ผู้เขียน

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การปลูกแตงร้านอินทรีย์


เกษตรอินทรีย์ เป็นแนวทางและวิธีการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการเกษตรที่สร้างสรรค์ให้ระบบนิเวศน์การเกษตร เกิดการผลิตที่ยั่งยืน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่มีหลากหลายทางชีวภาพในระบบการเกษตร เกิดการผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เป็นการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตพืชอินทรีย์ เนื่องจากยังมีการใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอยู่ในอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น (สมคิด, 2548) แต่ก็พบว่าประเทศไทยมีปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ในปี 2537 ปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของไทย มีปริมาณ 20,790 ตันและในปี 2546 ปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีปริมาณ 50,331 ตัน คิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 142.1 เปอร์เซ็นต์ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2550) พบว่า ในระยะของการปรับเปลี่ยนสู่ระบบการผลิตอินทรีย์ ผลผลิตของพืชจะลดลง ดังนั้น การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการเขตกรรม โดยศึกษาจำนวนต้นและการจัดการต้นที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพการผลิตแตงร้านอินทรีย์ อันเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มผลผลิตของพืชได้ โดยทำการทดลองที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จากนั้นนำผลการทดลองที่มีประสิทธิภาพ ไปทดสอบในไร่เกษตรกรที่มีการผลิตพืชในระบบอินทรีย์ โดยใช้วิธีการผลิตแตงร้านอินทรีย์ของเกษตรกรเป็นวิธีการเปรียบเทียบ และจะได้นำเทคโนโลยีที่ได้รับไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรผู้สนใจ ต่อไป

การผลิตแตงร้านอินทรีย์ โดยใช้เมล็ดพันธุ์แตงร้านลูกผสม ทำการทดลอง 2 ฤดูกาล คือ ในฤดูหนาวและฤดูฝน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 - กันยายน 2552 ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี

ทำการทดลองที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ปี 2549 - 2550 ประกอบด้วยวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้

วิธีที่ 1 คลุมแปลง + 3 ต้น/หลุม + ไม่ทำค้าง

วิธีที่ 2 คลุมแปลง + 2 ต้น/หลุม + ไม่ทำค้าง

วิธีที่ 3 คลุมแปลง + 1 ต้น/หลุม + ไม่ทำค้าง

วิธีที่ 4 คลุมแปลง + 3 ต้น/หลุม + ทำค้าง

วิธีที่ 5 คลุมแปลง + 2 ต้น/หลุม + ทำค้าง

วิธีที่ 6 คลุมแปลง + 1 ต้น/หลุม + ทำค้าง

วิธีที่ 7 ไม่คลุมแปลง + 3 ต้น/หลุม + ทำค้าง

วิธีที่ 8 ไม่คลุมแปลง + 2 ต้น/หลุม + ทำค้าง

วิธีที่ 9 ไม่คลุมแปลง + 1 ต้น/หลุม + ทำค้าง

วิธีที่ 10 ไม่คลุมแปลง + 3 ต้น/หลุม + ไม่ทำค้าง

วิธีที่ 11 ไม่คลุมแปลง + 2 ต้น/หลุม + ไม่ทำค้าง

วิธีที่ 12 ไม่คลุมแปลง + 1 ต้น/หลุม + ไม่ทำค้าง

ทำการทดลองที่ไร่เกษตรกร จังหวัดศรีสะเกษ ปี 2551 2552 ประกอบด้วยวิธีการ ดังนี้

วิธีที่ 1 คลุมแปลง ระยะปลูก 0.50 x 0.80 เมตร (ระยะต้น x ระยะแถว) ปลูก 3 ต้นต่อหลุม เป็นวิธีแนะนำ

วิธีที่ 2 คลุมแปลง ระยะปลูก 0.50 x 0.75 เมตร ปลูก 2 ต้นต่อหลุม เป็นวิธีเปรียบเทียบ

การปลูก จะปลูกแถวคู่ แบบหยอดเมล็ดในแปลง และทำค้างทั้ง 2 วิธี

การเตรียมแปลงปลูก ใช้วัสดุปรับปรุงบำรุงดิน ได้แก่

& ปุ๋ยมูลไก่ไข่ อัตรา 2 ตัน/ไร่ * พื้นที่แปลงขนาด 1x 10 เมตร ใช้ 12.5 กก.

& ปุ๋ยมูลค้างคาว อัตรา 100 กก./ไร่

& ปูนโดโลไมท์ อัตรา 200 กก./ไร่

& หินภูเขาไฟ อัตรา 20 กก./ไร่

& เชื้อไตรโคเดอร์มา อัตรา 50 กรัม/หลุม

หลังปลูก 1 เดือน ใส่

& ปุ๋ยมูลไก่ไข่ อัตรา 1 ตัน/ไร่

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

- พ่นเชื้อบาซิลลัส ซับติลิส เพื่อป้องกันโรคทางใบ

- พ่นเชื้อบาซิลลัส ทูริงเยนซิส เมื่อพบการระบาดของหนอน

ตารางแสดงผลผลิต (ตัน/ไร่) แตงร้านอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ

วิธี

ปี 2549

ปี 2550

ผลผลิตเฉลี่ย 2 ปี

ฤดูฝน

ฤดูหนาว

ฤดูฝน

ฤดูหนาว

ฤดูฝน

ฤดูหนาว

วิธี 1

6.15 bcd

2.27 bcd

8.35

8.41

7.25 cd

5.03

วิธี 2

5.72 cd

4.48 a

7.58

8.42

6.65 d

5.90

วิธี 3

7.38 a-d

1.99 cd

7.08

7.31

7.23 cd

4.65

วิธี 4

10.64 a

3.63 ab

9.09

9.22

9.87 a

6.43

วิธี 5

10.61 a

2.98 bc

7.92

9.15

9.27 ab

6.06

วิธี 6

9.75 abc

3.69 ab

8.01

7.46

8.88 abc

5.12

วิธี 7

9.95 ab

1.16 de

8.16

7.32

9.06 abc

4.24

วิธี 8

10.76 a

1.29 de

8.08

7.20

9.42 ab

4.25

วิธี 9

10.27 a

0.33 e

8.44

7.09

9.36 ab

3.76

วิธี 10

5.62 d

1.27 de

6.47

7.82

6.04 d

4.55

วิธี 11

7.67 a-d

1.28 de

7.69

7.69

7.68 bcd

4.65

วิธี 12

5.99 bcd

1.29 de

7.31

6.23

6.65 d

3.82

เฉลี่ย

8.38

2.14

7.85

7.78

9.28

4.87

F test

*

**

ns

ns

**

ns

CV %

25.4

36.3

18.4

19.3

14.9

21.4

ตัวอักษรที่แตกต่างกันในแต่ละคอลัมน์ แสดงความแตกต่างทางสถิติ โดยวิธี Duncan’s multiple range test ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 %

ตารางแสดงผลผลิต (ตัน/ไร่) แตงร้านอินทรีย์ในฤดูหนาวที่ไร่เกษตรกร

ผลการทดลอง

ปี 2551

ปี 2552

วิธี

แนะนำ

วิธี

เกษตรกร

วิธี

แนะนำ

วิธี

เกษตรกร

ความกว้างของผล(ซม.)

3.98

3.83

4.06

4.05

ความยาวของผล(ซม.)

17.87

17.49

15.83

15.63

น้ำหนักของผล(กรัม)

193.72

188.21

169.52

160.86

น้ำหนักผลผลิต(ตัน/ไร่)

8.86

7.91

7.97

7.91

น้ำหนักผลที่ตกเกรด(ตัน)

3.14

2.69

0.78

0.87

น้ำหนักผลที่ได้มาตรฐาน(ตัน)

5.71

5.21

7.19

7.05

ตารางแสดงผลผลิต (ตัน/ไร่) แตงร้านอินทรีย์ในฤดูฝนที่ไร่เกษตรกร

ผลการทดลอง

ปี 2551

ปี 2552

วิธี

แนะนำ

วิธี

เกษตรกร

วิธี

แนะนำ

วิธี

เกษตรกร

ความกว้างของผล(ซม.)

4.05

3.98

3.96

3.93

ความยาวของผล(ซม.)

17.1

17.25

17.08

17.09

น้ำหนักของผล(กรัม)

197.63

197.5

186.33

181.27

น้ำหนักผลผลิต(ตัน/ไร่)

12.33

9.56

9.4

9.26

น้ำหนักผลที่ตกเกรด(ตัน)

0.76

0.53

0.88

0.85

น้ำหนักผลที่ได้มาตรฐาน(ตัน)

11.57

9.03

8.51

8.4

สรุปผลการทดลองการปลูกแตงร้านอินทรีย์

การคลุมแปลงด้วยฟางข้าว ทุกช่วงฤดูกาลผลิตจะทำให้ผลผลิตแตงร้านสูงกว่าการไม่คลุมแปลง ส่วนการคลุมแปลงในฤดูฝน ไม่มีผลต่อผลผลิต ดังนั้นในช่วงฤดูฝนการปลูกแตงร้านอินทรีย์ไม่มีความจำเป็นต้องคลุมแปลงปลูก นอกจากนี้เกษตรกรสามารถพิจารณาเลือกใช้ วัสดุคลุมแปลงที่เหมาะสมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาถูกมาใช้ให้เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิต

จำนวนต้นต่อหลุม การปลูก 3 ต้นต่อหลุม ให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูก 1-2 ต้นต่อหลุม แต่ในช่วงฤดูฝน จำนวนต้นต่อหลุมไม่มีผลต่อผลผลิต ดังนั้นในช่วงฤดูฝนการปลูกแตงร้านอินทรีย์ สามารถลดจำนวนต้นต่อหลุมลง เพื่อลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์

การทำค้าง มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูงกว่าการไม่ทำค้าง และในฤดูหนาว เมื่อมีการคลุมแปลงแล้ว สามารถปลูกแตงร้านอินทรีย์โดยไม่มีการทำค้างได้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต

การผลิตแตงร้านอินทรีย์ในไร่เกษตรกร โดยใช้ระยะปลูก 0.50 x 0.80 เมตร และปลูก 3 ต้นต่อหลุม มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูก 2 ต้นต่อหลุม ให้รายได้และผลตอบแทนต่อปีสูงที่สุด การผลิตแตงร้านอินทรีย์ ดินจะมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น มีปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ไนโตรเจน เปอร์เซ็นต์โพแทสเซียมในรูปที่เป็นประโยชน์ และเปอร์เซ็นต์ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น

ศึกษาการผลิตแตงร้านอินทรีย์:กรณีศึกษาที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ลงเผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรhttp://www.crdc.kmutt.ac.th/Data%202010/J.%20CRDC4/CRDC%204/PDF/365-368.pdf

ศึกษาการผลิตแตงร้านอินทรีย์:กรณีศึกษาที่แปลงเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ลงเผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรhttp://www.crdc.kmutt.ac.th/Data%202010/J.%20CRDC4/CRDC%204/PDF/361-364.pdf

จิรภา ออสติน

นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

ผู้เขียน